
ผลกระทบต่อไขกระดูก
ไขกระดูก จะเป็นตัวสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค เม็ดเลือดแดงเพื่อเป็นตัวนำออกซิเจนไปสู่เซลทั่วร่างกาย และเกล็ดเลือดเพื่อช่วยให้เลือดแข็งตัว ซึ่งเซลทั้ง 3 ชนิด จะเป็นเซลที่มีการเจริญเติบโตเร็วมาก (เพื่อทดแทนส่วนที่ตายไป) ดังนั้นก็อาจจะถูกทำลายจากสารเคมีบำบัด ถ้าจำนวนลดต่ำลงมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดอันตรายสำหรับผู้ป่วยได้ และเป็นเซลกลุ่มเดียวที่สามารถนับจำนวนได้ ดังนั้นจึงจะใช้จำนวนของเม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดแดงเป็นตัวบ่งชี้ว่าจะต้องเลื่อนกำหนดการให้ยา, ลดขนาดของยา, หรืออาจจะต้องเปลี่ยนยาหรือเปลี่ยนวิธีการรักษา ดังนั้นก่อนให้ยาทุกครั้งจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเจาะเลือดของท่านมานับดูเซลเหล่านี้เสียก่อนว่ามีจำนวนเท่าใด น้อยเกินไปหรือไม่ ในบางครั้งนอกจากจะหยุดยาแล้ว อาจจะต้องให้เลือดเข้าไปแทนก็ได้ ถ้าจำนวนเม็ดเลือดลดลงมากจนถึงขั้นที่อาจจะมีอันตรายได้
เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการแทรกซ้อนข้างเคียงที่สำคัญ จึงจำเป็นที่จะต้องเจาะเลือดของท่านมาดูจำนวนของเม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว, และเกล็ดเลือดทุกครั้งก่อนให้ยา หรือถ้ามีความจำเป็นก็อาจจะต้องตรวจสอบบ่อยกว่านั้นได้
 |
อย่าไปในที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก หรือคนที่กำลังเป็นโรคติดต่อ เช่น ไข้หวัด เป็นต้น |
 |
ระวังอย่าให้เกิดบาดแผล |
ถ้าท่านติดเชื้อท่านจะมีอาการดังต่อไปนี้
 |
ท่านจะมีไข้ อุณหภูมิของร่างกายจะสูงกว่า 37.0 เซลเซียส |
 |
ท้องเสียนานกว่า 2 วัน |
 |
ท่านอาจรู้สึกแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ |
ถ้าท่านมีอาการดังกล่าว ท่านจะต้องรีบติดต่อแพทย์ทันที เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และการรักษาที่รวดเร็ว
เกล็ดเลือดมีหน้าที่ทำให้เลือดแข็งตัว ถ้ามีจำนวนเกล็ดเลือดไม่เพียงพอ ท่านก็อาจจะมีเลือดออกง่ายกว่าปกติ ท่านอาจจะสังเกตพบว่าเกิดจ้ำเลือดได้ง่ายกว่าปกติ มีบาดแผลแล้วเลือดไหลไม่หยุด อาจมีจุดเลือดออกเล็กๆ ใต้ผิวหนัง มีเลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรือถ่ายปัสสาวะเป็นสีน้ำล้างเนื้อหรืออาจจะเป็นเลือดสดๆ ปนออกมาก็ได้ ดังนั้นเมื่อท่านทราบว่าจำนวนเกล็ดเลือดต่ำ ท่านควรจะปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
 |
ใช้สำลีพันปลายไม้แทนแปรงสีฟัน |
 |
เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในขณะใช้ของมีคม หรือจำเป็นที่ต้องเล่นกีฬาที่มีการปะทะกัน เช่น ฟุตบอล |
 |
ถ้าท่านมีบาดแผล ควรใช้ผ้าสะอาดกดลงบนแผลให้แน่นและนาน ถ้าเลือดไม่หยุดไหล หรือบริเวณนั้นบวมมากขึ้น ต้องรีบไปหาแพทย์โดยด่วน |
 |
สวมถุงมือหรือเครื่องป้องกันถ้าจะต้องทำงานที่อาจจะทำให้เกิดบาดแผลได้ |
 |
สวมถุงมือป้องกันความร้อนในเวลาทำครัว |
 |
อย่ารับประทานแอสไพริน เพราะว่าจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้นอีก |
 |
อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือรับประทานยาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแพทย์ |
 |
ถ้ามีเลือดออกผิดปกติที่ใด ต้องรีบรายงานให้แพทย์ทราบทันที |
เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปยังเซลทั่วร่างกาย ถ้ามีจำนวนน้อยลงเซลก็จะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ สำหรับการทำงาน ท่านอาจจะรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม, รู้สึกหนาว, อารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย และหายใจเหนื่อย ถ้าท่านมีอาการดังกล่าวก็ควรจะรายงานให้แพทย์ทราบ โดยทั่วไปแล้วอาการมักจะดีขึ้นเองได้ แต่ในบางครั้งเราก็อาจจำเป็นที่จะต้องให้ท่านรับประทานเหล็ก, วิตามิน หรือในบางครั้งอาจจะต้องให้เลือดโดยตรง จำนวนของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดจะเพิ่มจำนวนขึ้นสู่ระดับปกติได้รวดเร็วพอสมควร ถ้าฤทธิ์ของสารเคมีบำบัดหมดไป ดังนั้นส่วนใหญ่ของการให้สารเคมีบำบัดจะต้องมีระยะหยุดพัก เพื่อให้เวลาไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดขึ้นมาทดแทนส่วนที่ถูกทำลายไปเสียก่อน เพราะว่าถ้าจำนวนเม็ดเลือดมีน้อยกว่าปกติและให้สารเคมีบำบัดเข้าไปอีก เม็ดเลือดเหล่านั้นอาจจะมีจำนวนน้อยมากลงไปอีก ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้นเราจะต้องเจาะเลือดของท่านมาตรวจดูเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่ลดต่ำมาก ซึ่งนอกจากจะงดให้ยาแล้ว เราอาจจะต้องให้เลือด หรือให้เฉพาะเกล็ดเลือดก็ได้ตามความจำเป็น
วิธีการรักษาโดยการใช้สารเคมีบำบัด
วิธีการให้สารเคมีบำบัดกับผู้ป่วย
อาหารที่ผู้ป่วยควรรับประทาน
ผลต่อระบบทางเดินอาหาร
ผลต่อช่องปาก
ผลต่อไขกระดูก
ผลต่อผม, ขน, กล้ามเนื้อ, ประสาท, ผิวหนัง และรังไข่
ผลต่อปัสสาวะ และอารมณ์
ตำแหน่ง และการแพร่กระจายของมะเร็ง
|